คิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีมั้ย? ทบทวนแล้วคิดว่าคนอ่านน่าจะได้ประโยชน์เลยเขียนค่ะ ปุ๋ยเองก็เป็นคนกลมๆ ธรรมดา มีด้านที่สดใส และมีด้านที่รู้สึกเศร้า

และนี่ก็เป็นปุ๋ยจริงๆ ก็เลยเขียนมันออกมา ก็เรียลๆ กับคนอ่านบล็อคเราเนอะ 🙂  ที่สำคัญมันก็เป็นเรื่องสุขภาพด้วยนะ เพราะนอกจากสุขภาพกาย สุขภาพใจนี่ล่ะสำคัญมากๆ ไม่แพ้กัน

-1- เล่าก่อน

เคยไหมคะ เวลาไล่หน้าฟีดโซเชียล ทำไมช่างดูปุ๊งปิ๊งสดใสตลอดทุกวัน แต่เชื่อเถอะค่ะว่า ทุกคนล้วนมีด้านที่ชีวิตไม่สนุก มีคนเคยบอกปุ๋ยว่า ในโซเชียลน่ะ คนเราจะโพสแต่รูป ข้อความในจุดกราฟชีวิตขึ้นสูงแล้วเลือกจุดสูงนั้นมาโพส เช่น ทานอาหารดี มีแต่คนรัก ไปเที่ยว แต่เวลาที่ชีวิตเป็นจุดต่ำหลุมดำมืด คนก็ไม่โพสกัน ก็ hastag ยาวๆ กันไป #ชีวิตดีย์ยยยยยยยย์

นั่นทำไมหลายครั้ง เราดูเฟสบุ๊ค ig แล้วก็รู้สึกถึงคำว่า ใครๆ ก็ชีวิตดีจัง แล้วอาจมีอารมณ์เก็บมานอย บางครั้ง Social Media นี้ล่ะตัวดี ทำเอาชีวิตหม่น เกิดความอยากมี อยากเป็น อยากได้ ไม่รู้จบ หลายคนเป็นรู้สึกเศร้าเพราะโซเชียลมีเดียก็มี

ฉะนั้น อย่าไปใส่ใจเรื่องในโซเชียลมากค่ะ เพราะทุกคนชีวิตดีหมดแหละ เห็นเราเป็นสายโซเชียลแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วเราไม่ค่อยหืออือ ไปอะไรกับชีวิตใครในโซเชียลมากนะ ไม่ตามดราม่า ใครจะยังไงกับใคร ใครไม่ชอบใคร ที่เราไม่ตามดราม่า เพราะไม่ว่าเราจะจริงจังกับดราม่า กับเรื่องอะไรแค่ไหน ข่าววันนี้มันก็ผ่านไป พรุ่งนี้ทุกคนก็ลืม มีดราม่าใหม่ขึ้นมาวนเวียนไม่สิ้นสุด เราว่าเรากลับมาทำสิ่งที่เราตั้งใจให้ดีดีกว่า

-2- เรื่องของคน

ช่วงเดือนที่ผ่านมา เรามีเรื่องเศร้าค่ะ ปกติแล้วเราเป็นคนเศร้ายากมากกก เพราะเป็นคนค่อนข้างไม่ไปถือไปยึดอะไร ไม่อยากมีความทุกข์ เราคิดเสมอว่า ชีวิตเรามีอยู่เพื่อเป็นสุข เพื่อรักตัวเอง เพื่อทำอะไรสักอย่างที่เราภูมิใจบนโลกใบนี้ มีพอเพียงเราก็แบ่งปัน นั่นแหละคือความสุข

แต่…สิ่งที่มักกระทบความรู้สึกเราส่วนใหญ่คือ เรื่องของ “คน” เป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ เราเลยระมัดระวังมาก

เราแบ่งคนในชีวิตออกเป็น 2 กล่อง

  • กล่องแรก คือ “ใส่ใจลงไป” รักมาก บรรจุด้วย พ่อแม่ เพื่อนบางคน อาจารย์บางท่าน หัวหน้าที่ปุ๋ยเคารพรักบางคน  เราจะระมัดระวังมากๆ ที่จะเลือกคน คัดกรองคนมาอยู่ในกล่องนี้ เพราะเราไม่ค่อยอยากทุกข์ ไม่อยากให้ใจยึดติด คนกล่องนี้เรารักมาก เรารู้ว่าเราจะทุกข์มาก
  • อีกกล่องหนึ่ง คือ “ไม่ได้ใส่ใจ” บรรจุคนแบบรวมๆ ซึ่งเราก็จะไม่ค่อยเอาใจไปผูกติดอะไรกับใครมาก หมายความว่า ไม่ว่าเค้าจะดีหรือไม่ดีกับเรา เราก็จะอยู่ในระดับที่รับมือมันได้ และไม่คาดหวังไม่คอยตั้งคำถามว่า ทำไมคนนั้นทำแบบนั้น พูดแบบนี้ ไม่โอเคเลยอ่ะ อยู่ตลอด ชีวิตมันไม่เป็นสุข

นี่แหละคือ ความหมายของคำว่า “ใส่ใจ” ของเราอย่างสมบูรณ์

-3- เกิดอะไร

เดือนที่ผ่านมาเราทะเลาะกับคนในกล่องแรกค่ะ จากที่เป็นคนที่รักตัวเอง มีความฝัน มีพลังทำงาน อยากตื่นทุกวันมาทำงาน อยากสร้างสรรค์ มันหายไปหมดเลย

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ ร้องไห้ได้เป็นวันๆ ไม่อยากทานข้าว ไม่อยากตื่น ไม่อยากนอน ชีวิตรู้สึกไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้จะอยู่ไปทำอะไร แล้วก็ร้องไห้ใหม่ วนไปแบบนี้ 5-6 วัน รู้สึกเครียดมาก หมดพลัง นอนไม่หลับ นอนหลับก็สะดุ้งตื่นมาร้องไห้ใหม่

เริ่มไม่ค่อยมีสติ ไม่มีสมาธิ ถึงเราจะเศร้า นึกออกป่ะค่ะ ว่าเราต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ เราเศร้าแต่เราก็ต้องตื่นมาใช้ชีวิตต่อ เราต้องโพส Facebook เราต้องไปเจอลูกค้า เราต้องส่งงาน บางวันเราไปสอน เราเริ่มจำไม่ค่อยได้แล้วว่า เมื่อกี้พูดอะไรไป แล้วเรากำลังจะพูดอะไรต่อ ลืมแบบลืมไปเลย

ใจมันวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องที่เรารู้สึก เศร้า

จากที่เคยตื่นนอนมาอยากเขียน Blog อยากทำคลิป อยากทำงาน อยากคุยกับลูกค้า อยากตอบคอมเม้นท์เพื่อนๆ อยากลุกมาทำตามฝัน – ทุกอย่างหมดสิ้น ไม่มีความอยากเลย รู้สึกแต่อยากหนึจากโลกนี้ เหมือนอยู่เพื่อรับความจริงไม่ได้แล้ว ไม่ไหวแล้ว เราเริ่มรู้สึกแล้วว่าความเศร้าเริ่มกัดกินใจเรา น้ำตาไหลออกมาได้ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องที่กระทบใจ

ตอนนั้นหน้า Timeline ข่าวคนป่วยด้วยโรคซึมเศร้าเยอะมาก เราเริ่มกลัวความรู้สึกตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้นอกจากเรื่องปัญหาที่เราทะเลาะกับคนใกล้ตัว เพื่อนเราเคยพูดถึงอาการที่เรียกว่า Freelance Blue ก็คือ อาการฟรีแลนซ์ที่ทำงานคนเดียว ไม่ค่อยได้ออกไปเจอใครมักจะมีอาการเหงาๆ จนเกิดภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งเราเองก็มีบ้างที่รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน แต่มันไม่ได้บ่อย พอมาถึงจุดนี้ทุกอย่างดูผสมๆ กันไปหมด

เราเคยคิดว่า เราคงเป็นคนสุดท้ายในโลกที่เป็นโรคซึมเศร้าได้ เพราะเราไม่ค่อยเศร้าเลย เราอาจจะมี Skill การรับมือกับความเศร้าน้อยก็ได้

ปัญหามันกระทบใจเรามาก จนเราเดินมาอยู่จุดนี้ จุดที่อยู่แต่ใน “โลกของความเศร้า”

เราเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้า พอเข้าใจที่เพื่อนพูดแล้วว่า “เราอยู่บนโลกคนละใบกะแก”

“เราอยู่บนโลกคนละใบกะแก” คำนี้มันลึกซึ้งมากนะ หมายความว่า โลกคนละใบ เค้ามองคนละอย่าง ในเรื่องเดียวกัน เค้าตีความต่างออกไป โลกเรากับโลกเค้าคนละใบ ไม่มีจุดเชื่อมหากัน

นั่นคือ ทำไมเราอยู่ในโลกใบนี้ เรามองไปถึงไม่เข้าใจเค้า ก็มัน “โลกคนละใบ”

อย่างข่าวที่คนซึมเศร้าฆ่าตัวตาย แล้วคนก็ไปรุมด่า

คนกำลังมองเค้า “จากคนละโลก”

.

.

เราไม่มีทางเข้าใจเค้า

-4- สิ่งที่เราทำ

เราเริ่มอ่านเรื่องโรคซึมเศร้า จนไปเจอมาว่า

มีอาการดังต่อไปนี้ 5 อาการหรือมากกว่า
  1. มีอารมณ์ซึมเศร้า (ในเด็กและวัยรุ่นอาจเป็นอารมณ์หงุดหงิดก็ได้)
  2. ความสนใจหรือความเพลินใจในกิจกรรมต่างๆ แทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก
  3. น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก (น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน) หรือมีการเบื่ออาหารหรือเจริญอาหารมาก
  4. นอนไม่หลับ หรือหลับมากไป
  5. กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือเชื่องช้าลง
  6. อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง
  7. รู้สึกตนเองไร้ค่า
  8. สมาธิลดลง ใจลอย หรือลังเลใจไปหมด
  9. คิดเรื่องการตาย คิดอยากตาย
* ต้องมีอาการในข้อ 1 หรือ 2 อย่างน้อย 1 ข้อ
* ต้องมีอาการเป็นอยู่นาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป และต้องมีอาการเหล่านี้อยู่เกือบตลอดเวลา แทบทุกวัน ไม่ใช่เป็นๆ หายๆ เป็นเพียงแค่วันสองวันหายไปแล้วกลับมาเป็นใหม่
ถ้าใครสงสัยอาการเพื่อนๆ ดูได้จากลิงค์นี้ค่ะ http://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1017

 

อ่านไปอ่านมาอาการก็ตรงซะเยอะ TT จนไปเจอหาข้อมูลเจออีกว่าถ้ารู้สึกเครียด เศร้า หรือไม่รู้จะรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นยังไง เรืองอะไรก็ได้บนโลกนี้ ให้ลองโทรไปเบอร์ที่ปรึกษาปัญหา 1323 โทรฟรี 24 ชั่วโมง

เราก็ลองกดโทร

-4- โทรไป 1323

เรารอสายประมาณ 5 นาที เค้ามีเพลงให้ฟังด้วย มีคนรับสาย เป็นพี่ผู้หญิง

ถามเราก่อนเรือง อายุ ศาสนา สถานภาพ จากนั้นเค้าก็ถามว่ามีเรื่องไม่สบายใจอะไรคะ สิ่งที่เค้าทำคือ “รับฟัง” เราเชื่อว่า เวลาที่เรามีปัญหา สิ่งที่คนเราต้องการที่สุดคือการรับฟัง

เค้าฟังเราเล่าจนจบ โดยไม่ตัดสิน แต่สิ่งหนึ่งที่เค้าพูดมันดีมาก มันช่วยให้เราก้าวผ่านเรื่องที่เสียใจไปได้ เค้าถามเราว่า ตอนนี้เราทุกข์ไหม? ตอนนี้บ่ายสามสิบห้านาทีที่เรากำลังคุยกัน น้องลองมองที่ที่น้องอยู่ สิ่งแวดล้อมรอบข้างตอนนี้ มีเรื่องให้ทุกข์ไหม?

เราบอก “ตอนนี้ไม่มี”

เพราะใจน้องวนเวียนหยิบเรื่องทุกข์ในอดีตขึ้นมา แล้วก็ทุกข์ใหม่ คิดถึงแต่อนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นยังไง แล้วน้องก็ทุกข์อีก

ถ้าตอนนี้ น้องไม่ได้ทุกข์ น้องมีอะไรต้องทำบ้าง เช่น งาน น้องก็หยิบมันขึ้นมาทำ ค่อยๆ โฟกัสทำให้เสร็จ เสร็จแล้วก็ค่อยๆ ทำงานต่อไป

พอทุกข์อีกให้น้องคิดถึง “ตอนนี้” คือ กาารทำ “ตอนนี้”

ถ้าใจน้องทุกข์ ก็ไม่จำเป็นต้องหนี ให้เรียนรู้ว่าทุกข์ แล้วดูแลความรู้สึกตัวเอง

ฟังๆ แล้วเหมือนเวลาพระสอนหน่อยๆ ให้อยู่กับปัจจุบัน เราพยายามคิดตามที่พี่เค้าพูด ก่อนเราวางสาย พี่เค้าบอกว่า “น้องเข้มแข็งมาก เป็นกำลังใจให้นะคะ”

รู้ป่ะว่าตอนนั้น คำว่าเป็นกำลังใจให้นะคะ คำธรรมดาๆ แต่เรา รู้สึกไปถึงหัวใจ เริ่มๆ เข้าใจพี่อ้อยพี่ฉอดแล้วเวลาบอกปลายสายว่า “เป็นกำลังใจให้นะคะ” จากที่เคยแอบขำ

“เราทุกข์เพราะเราไม่อยากทุกข์” นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้

-5- จุดเปลี่ยน

เรารู้สึกเศร้าตามที่เล่าอยู่ 10 วัน พี่ที่ปลายสายบอกว่า ถ้าอาการยังเป็นอยู่ถึง 14 วัน เราควรเฝ้าระวังมากเพราะมีแนวโนมจะเป็นโรคซึมเศร้าได้

และเราไม่ได้อยากเป็น

สิ่งที่เปลี่ยนเราทั้งหมดให้หลุดพ้นจากจุดที่เสียใจที่สุด เราเรียกมันว่า “ความคิด” เราเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนระบบความคิดใหม่

จากที่ผ่านมาเป้าหมายเราเลือนลาง เราค่อยๆ กลับไปมองเป้าหมายของเราใหม่ เราเชื่อว่า คนเราน่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อเป้าหมายอะไรสักอย่าง ต้องค่อยๆ ทบทวนดู จะเล็กหรือใหญ่ก็ได้

อย่างเป้าหมายของเรา คือ เราอยากทำ YouTube Channel อยากเห็นว่ามันจะไปได้ใกล้แค่ไหน เรายังอยากทำงานที่เรารัก แบ่งปันเรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น เรายังอยากไปสอนหนังสือน้อง

จากที่ชอบวนๆ เศร้าๆ ถามตัวเองว่า  ทำไม? อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็เสียใจไม่ได้คำตอบ จากที่ชอบโทษตัวเอง เพราะเรามันอย่างนั้น มันอย่างนี้ แล้วก็เสียใจไม่ได้คำตอบ

ทุกครั้งที่เราเริ่มถามตัวเองซ้ำว่า ทำไม? หรือเริ่มคิดถึงเรื่องเศร้าหรือเครียดแบบ Repeat ใจเริ่มจมกับความเศร้า

เราคิดขึ้นมาใหม่ว่า  “ตัวเราเท่านั้นที่จะช่วยตัวเองได้”

“เราจำเป็นต้องปกป้องตัวเองให้ผ่านจุดนี้ไปให้ได้ ถ้าเราไม่เข้มแข็ง แล้วเราจะพึ่งใคร”

“ถ้าเราจากไป ใครจะทำความฝันเราต่อ”

“คนเราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อรอดูความฝันของตัวเอง”

“ถ้าไม่มีใครบนโลกนี้ Support เรา … เราจะ Support ตัวเราเอง”

เราตื่นขึ้นมา โฟกัสมองเป้าหมายที่เราอยากให้เกิดขึ้นในชีวิต เราทำมันทุกวัน ดูแลใจตัวเอง สนับสนุนให้กำลังใจตัวเอง

ใช่ เราทุกข์ เราก็รู้ว่าทุกข์ แต่เราต้องอยู่กับมัน

พร้อมๆ กับมีคำพูดใหม่ๆ ที่พูดกับตัวเองทุกวันปนขำๆ

“นี่เราก็ไม่ใช่เล่นๆ นะเนี้ย วันนี้ทำงานได้ตั้งเยอะ เก่งจริงๆ 555”

“ขอบคุณตัวเองนะ ที่ตั้งใจเรียนมาตลอด จนเรียนจบ มีงานดีๆ ทำ โอกาสรอเราอยู่เยอะแยะ”

“วันนี้โพสไป มีคนมาเม้นขอบคุณตั้งเยอะ เราอยู่เพื่อรู้สึกอะไรแบบนี้”

“วันนี้ดีจะตาย คนมากดไลค์เพจตั้ง 200 ขอบคุณตัวเองซ้ำๆ”

ทุกวันมันดีขึ้นมาก เราค่อยๆ ผ่านมันมาได้

จนค่อยๆ กลับมาเป็นเราคนเดิมจนสมบูรณ์

และอีกไม่นานเราจะทำใจได้

เราจะเป็นแค่ “คนเคยเศร้า”

เราเคยอ่านเจอมาเยอะมากว่า คนที่ประสบความสำเร็จหลายคนบนโลกทั้งคนดัง คนที่ชีวิตดูเพรียบพร้อมหลายคน มักมีอาการซึมเศร้า โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่คิด เกิดจากความเครียดสะสม รู้สึกมีอะไรมากระทบใจแรงๆ ผิดหวังซ้ำๆ เรามีเพื่อน มีพี่ที่รู้จักหลายคนที่กำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้า เราว่าเค้าคือคนที่เข้มแข็งมากนะ หรือคนดังๆ อย่างเช่น

แบรด พิตต์ (Brad Pitt)

“ผมเคยเผชิญกับโรคซึมเศร้า ผมเคยติดต้องทำนิสัยอย่างเดิมทุกคืนก่อนนอน แล้วก็นับเลขเพื่อให้ตัวเองหลับ พอกลางวันก็แทบจะรอไม่ไหว อยากให้ถึงเวลากลับบ้าน เพื่อจะได้หมกตัวอยู่ในห้อง แต่ตอนนี้มันผ่านไปแล้ว”

แองเจลีนา โจลี (Angelina Jolie)

“ฉันเคยเป็นโรคซึมเศร้าในช่วงวัยรุ่น กำเริบอีกครั้งหลังจากแม่เสียชีวิต รู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปสู่ความมืดมิด ไม่อยากลุกขึ้นมาจากเตียงในตอนเช้า ทางออกของโจลี คือ ตัดสินใจรับเล่นหนังเพื่อบังคับให้ตัวเองต้องแอกทีฟมากขึ้น”

-6- ทิ้งท้าย

ความเศร้า ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นอีกเรื่องที่ชีวิตต้องเรียนรู้

ถ้าใครรู้สึกเศร้าอยู่ เราอยากส่งกำลังใจให้นะ เชื่อเรานะว่า “ตัวเราเองเก่งที่สุด”

“ถ้าเราผ่านเรื่องเศร้านี้ไปได้ เราคือคนเก่งที่สุดในโลก”

“อย่างน้อยที่สุด เราเก่งที่สุดเสมอสำหรับตัวเราเอง :)”

เราเชื่อแบบนั้นนะ

🙂

ถ้าบล็อคเราทำให้ใครผ่านช่วงเวลาแบบนี้ไปได้เราคงดีใจ 🙂

ด้วยรัก และเป็นกำลังใจ,

ตอนนี้ไม่เศร้าล่ะ ไม่สนุกเลย 555

 

ปุ๋ย ปาหลุย

  • ปล. ปลายสาย 1323 คือ คนที่เสียสละมากๆ ถ้าไม่มีปัญหาจริงๆ อย่าโทรเล่นนะคะ เดี๋ยวสายไม่ว่างน้า แบ่งให้เพื่อนๆ ที่อยากปรึกษาโทรจริงๆ นะคะ

เป็นเพื่อนกับ Palouis – ไม่พลาดสูตรอาหารเฮลตี้ รีวิวร้านอาหารอร่อย ไลฟ์สไตล์ ออกกำลังกายง่ายๆ แชร์กันเพียบเพิ่มเพื่อน♡ meet me: